เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 1994 แผ่นซีดี Ten Summoner's Tales ของ Sting ถูกเทรดบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งถือเป็นการขายออนไลน์ครั้งแรกของโลกในฐานะการขายออนไลน์ ธุรกรรมที่ปลอดภัยครั้งนี้เป็นจุดเริ่มของอีคอมเมิร์ซ และเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในพฤติกรรมการช็อปปิ้งและการทำธุรกิจทั่วโลก
ปัจจุบัน อีคอมเมิร์ซ หรือการซื้อขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ ขับเคลื่อนด้วยระบบนิเวศขนาดใหญ่ของเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล ตั้งแต่เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ ไปจนถึงเกตเวย์การชำระเงิน โซเชียลมีเดีย และเครื่องมือ AI โดยยอดขาย eCommerce ทั่วโลกคาดว่าจะเกิน 7.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2027 ทำให้การซื้อและการขายสินค้าผ่านทางออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
เราจะพาไปดูว่าอีคอมเมิร์ซมีรูปแบบไหนบ้าง มีวิธีและลักษณะการทำงานอย่างไร และการขายออนไลน์มีข้อดีต่างจากการขายหน้าร้านอย่างไร
นอกจากนี้ เราจะพาไปเรียนรู้วิธีสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซและเริ่มต้นไอเดียธุรกิจของคุณให้เป็นรูปเป็นร่าง
ประเด็นสำคัญ
- อีคอมเมิร์ซคือการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางดิจิทัล
- การซื้อขายอีคอมเมิร์ซเกิดขึ้นได้ทั้งบนร้านค้าออนไลน์ มาร์เก็ตเพลส แอป และโซเชียลมีเดีย
- รูปแบบธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่พบได้บ่อย ได้แก่ DTC, B2B และ C2C
- โดยทั่วไป คำสั่งซื้ออีคอมเมิร์ซจะเริ่มจากการเลือกสินค้า ไปจนถึงการเช็กเอาต์ ชำระเงิน และจัดส่งสินค้า
อีคอมเมิร์ซคืออะไร?
อีคอมเมิร์ซหมายถึงการซื้อและขายสินค้าหรือบริการออนไลน์โดยบุคคลหรือบริษัท eCommerce สามารถเกิดขึ้นได้ผ่านเว็บไซต์ แอปมือถือ ร้านค้าออนไลน์ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย มาร์เก็ตเพลสออนไลน์ หรือแพลตฟอร์มการขายอื่น ๆ ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
ตัวอย่างทั่วไปของ eCommerce ได้แก่ การช็อปปิ้งออนไลน์ การชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ การประมูลออนไลน์ และการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต เป้าหมายของอีคอมเมิร์ซสำหรับผู้ขายคือการเพิ่มยอดขายออนไลน์โดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลและกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล
อีคอมเมิร์ซยังรู้จักในชื่อ e-Commerce หรือ Electronic commerce และมักใช้เรียกงานหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการขายออนไลน์ ตั้งแต่การทำโฆษณาดิจิทัล การจัดการสินค้า การรับคำสั่งซื้อ ไปจนถึงการส่งข้อมูลการชำระเงินผ่านเครือข่ายอย่างปลอดภัย
อีคอมเมิร์ซ มีขึ้นครั้งแรกตอนไหน?
ธุรกรรมแบบไหนที่ควรนับว่าเป็นอีคอมเมิร์ซครั้งแรก ถึงตอนนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันอยู่ เพราะเทคโนโลยีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับอีคอมเมิร์ซเริ่มพัฒนามาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970
อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมออนไลน์ที่ถูกกฎหมายครั้งแรก มักอ้างถึงการขายอัลบั้มของ Sting ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ เมื่อคนหนึ่งขายซีดีให้เพื่อนอีกคนผ่านอินเทอร์เน็ต แม้อยู่ห่างกันราว 300 ไมล์ หลังจากนั้นอีคอมเมิร์ซก็เติบโตอย่างรวดเร็ว โดย Amazon และ eBay เปิดตัวในปีถัดมา และ PayPal ตามมาในปี 1998
หลังจากนั้น เทคโนโลยีก็พัฒนาอย่างรวดเร็วเพื่อตอบรับพฤติกรรมของผู้ซื้อ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopify ช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถขายสินค้าให้ลูกค้าโดยตรงได้จากทุกที่ทั่วโลก
ปัจจุบัน Social Commerce, Mobile Wallet และ AI ก็กลายเป็นส่วนสำคัญของเครื่องมือและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยุคใหม่
อีคอมเมิร์ซมีลักษณะการทำงานอย่างไร?
ที่มาภาพ: ไทวัสดุ, lyn around, PDM brand
อีคอมเมิร์ซทำงานผ่านชุดของแพลตฟอร์ม เครื่องมือ และกระบวนการที่เชื่อมต่อกัน ตั้งแต่การแสดงสินค้าให้ลูกค้าเลือก ไปจนถึงการรับชำระเงินและส่งมอบคำสั่งซื้อ
- แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ: ผู้ขายลงรายการสินค้าบนช่องทางการขายออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ มาร์เก็ตเพลส หรือหน้าร้านบนโซเชียล เพื่อให้ลูกค้าเลือกดูและสั่งซื้อ
- ระบบประมวลผลการชำระเงิน: ลูกค้าชำระเงินผ่านบัตรเครดิต กระเป๋าเงินดิจิทัล หรือวิธีอื่น ๆ ที่หน้าชำระเงิน โดยมีเกตเวย์การชำระเงินออนไลน์ช่วยรักษาความปลอดภัยของธุรกรรม
- การจัดส่งและส่งมอบ: ผู้ขายเตรียมสินค้า แพ็ก และจัดส่งให้ลูกค้า อาจจัดการเองหรือใช้พาร์ทเนอร์ด้าน fulfillment สำหรับผลิตภัณฑ์ดิจิทัล เช่น PDFs คอร์สออนไลน์ หรือบริการให้คำปรึกษา สินค้าอาจถูกส่งผ่านพอร์ทัลหรือลิงก์ดาวน์โหลด
- บริการสนับสนุน: ระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซยังมีผู้ให้บริการอื่น ๆ เช่น ซัพพลายเออร์สินค้า แพลตฟอร์มโฆษณาอย่าง Google Ads บริษัทโลจิสติกส์ภายนอก รวมถึงแอปสำหรับร้านค้าอีคอมเมิร์ซที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การช็อปปิ้ง
ขั้นตอนของธุรกรรมอีคอมเมิร์ซ
ธุรกรรม eCommerce ส่วนใหญ่มักมีขั้นตอนคล้ายกัน ดังนี้
- ธุรกิจลงรายการสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางการขายออนไลน์
- ลูกค้าเลือกสินค้าและเพิ่มลงในตะกร้า
- ลูกค้ากรอกข้อมูลจัดส่ง ข้อมูลเรียกเก็บเงิน และข้อมูลชำระเงินที่หน้าชำระเงิน
- ระบบประมวลผลการชำระเงินตรวจสอบและอนุมัติการชำระเงิน
- ธุรกิจได้รับคำสั่งซื้อและส่งการยืนยันให้ลูกค้า
- คำสั่งซื้อถูกส่งมอบผ่านการจัดส่ง การรับสินค้าที่ร้าน การจัดส่งในพื้นที่ หรือการส่งมอบแบบดิจิทัล
ประเภทของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและช่องทางการขายออนไลน์

มีหลายวิธีในการเข้าถึงและขายให้กับผู้บริโภคออนไลน์ รวมถึงช่องทางที่แบรนด์เป็นเจ้าของเอง เช่น ร้านค้าออนไลน์ และแพลตฟอร์มของบุคคลที่สาม แต่ละช่องทางมีข้อดีและข้อจำกัดต่างกัน ผู้ขายออนไลน์จำนวนมากจึงเลือกใช้กลยุทธ์หลายช่องทางเพื่อเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้น
เว็บไซต์และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซคือบริการที่ช่วยให้คุณทำเงินออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของตัวเอง Shopify เป็นตัวอย่างของบริษัท eCommerce ที่ช่วยให้บุคคล ผู้สร้าง และธุรกิจทุกขนาดสามารถขายออนไลน์และขายในสถานที่จริงผ่านร้านค้าแบบมีหน้าร้าน
ลักษณะเด่น
- ผู้ขายควบคุมร้านได้เอง: บริษัทอีคอมเมิร์ซเหล่านี้โดยทั่วไปจะมีทุกอย่างที่จำเป็นต่อการสร้างเว็บไซต์ สร้างรายการสินค้า รับชำระเงินออนไลน์ จัดการข้อมูลลูกค้า และสร้างประสบการณ์ที่เข้ากับแบรนด์ได้ง่ายขึ้น
- ต้องทำการตลาดเพื่อดึงลูกค้าเข้าร้าน: เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซไม่ได้มาพร้อมผู้ชมในตัว ผู้ขายต้องดึงทราฟฟิกเข้าสู่ร้านผ่าน SEO โซเชียลมีเดีย โฆษณา และการตลาดรูปแบบอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง
เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และ e-business ต่างกันอย่างไร?
เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซคือเว็บไซต์ที่ลูกค้าสามารถดูสินค้า เพิ่มลงตะกร้า และซื้อสินค้าออนไลน์ได้
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซคือบริษัทหรือแบรนด์ที่ขายผ่านช่องทางดิจิทัล อาจขายผ่านเว็บไซต์ของตัวเอง มาร์เก็ตเพลส โซเชียลมีเดีย แอปมือถือ หรือหลายช่องทางร่วมกัน
ส่วน e-business เป็นคำที่กว้างกว่า อาจรวมอีคอมเมิร์ซไว้ด้วย แต่ยังครอบคลุมกิจกรรมธุรกิจออนไลน์อื่น ๆ เช่น การตลาดดิจิทัล บริการลูกค้า การจัดการสินค้าคงคลัง และการสื่อสารกับซัพพลายเออร์
ตลาดออนไลน์
ตลาดออนไลน์คือช่องทางการขายอีคอมเมิร์ซที่ช่วยให้ขายสินค้าและบริการให้กับผู้ชมที่มีความสนใจเว็บขายของออนไลน์ เช่น Amazon หรือ Etsy ยังเป็นเครื่องมือค้นหาที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากมักเป็นจุดเริ่มต้นที่ผู้บริโภคใช้ค้นหาสินค้า
ลักษณะเด่น
- มีทราฟฟิกในแพลตฟอร์มอยู่แล้ว: Marketplace มีผู้ใช้งานจำนวนมาก จึงช่วยให้ผู้ขายเข้าถึงลูกค้าได้ต่อเนื่อง โดยทั่วไปจะแลกกับค่าธรรมเนียมในการขาย
- เริ่มขายได้ง่าย: Marketplace จัดการเรื่องเทคนิคหลายอย่างให้ เช่น ดีไซน์เว็บไซต์ โฮสติ้ง ระบบชำระเงิน และในบางกรณีรวมถึงการจัดส่ง จึงช่วยลดความยุ่งยากในการเริ่มขายออนไลน์
- สร้างแบรนด์ได้จำกัด: การขายผ่าน Marketplace ทำให้ผู้ขายควบคุมภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ลูกค้าเห็นได้น้อยลง และแพลตฟอร์มอาจไม่ได้เปิดให้เข้าถึงข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายทั้งหมด
ช่องทางการขายผ่านโซเชียล
แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, Instagram และ YouTube มีฟีเจอร์ที่ช่วยให้แบรนด์ขายสินค้าได้โดยตรงผ่านโพสต์ โฆษณา และหน้าร้านบนโซเชียล ส่วนแพลตฟอร์มสำหรับ Social Selling จะผสานการขายออนไลน์เข้ากับประสบการณ์การใช้งานโซเชียลมีเดียโดยตรง
ลักษณะสำคัญ
- เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย: แพลตฟอร์มโซเชียลมีผู้ใช้งานจำนวนมาก และสามารถแบ่งกลุ่มผู้ชมจากข้อมูลเชิงลึกได้ละเอียด ช่วยให้ผู้ขายค้นหาและเข้าถึงลูกค้าที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- เชื่อมการขายเข้ากับการทำโซเชียลได้: ผู้ขายสามารถทำการขายควบคู่ไปกับการบริหารโซเชียลมีเดียได้ จึงต่อยอดจาก กลยุทธ์การตลาดบนโซเชียลมีเดีย ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- ขึ้นอยู่กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม: ยอดขายผ่านโซเชียลมักขึ้นอยู่กับการมองเห็นและการมีส่วนร่วมของบัญชี โดยกฎและอัลกอริทึมของแต่ละแพลตฟอร์มมีผลโดยตรงต่อการเข้าถึงลูกค้าและผลลัพธ์ของผู้ขาย
ผู้ขายออนไลน์จำนวนมากจึงเลือกใช้หลายช่องทางการขาย เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น
วิธีการชำระเงินสำหรับอีคอมเมิร์ซ
Shop Pay เป็นตัวเลือกการชำระเงินแบบรวดเร็วที่ช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้าจากร้านค้า Shopify ได้ในไม่กี่คลิก
ลูกค้าสามารถชำระเงินออนไลน์ได้หลายวิธี โดยวิธีชำระเงินที่ร้านค้าอีคอมเมิร์ซนิยมรองรับ ได้แก่:
- รับชำระผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตด้วยระบบประมวลผลการชำระเงิน เช่น Shopify Payments
- แพลตฟอร์มชำระเงินจากผู้ให้บริการภายนอก เช่น PayPal
- กระเป๋าเงินดิจิทัล เช่น Apple Pay, Google Pay และ Shop Pay
- บริการซื้อก่อน จ่ายทีหลัง หรือ Buy Now, Pay Later (BNPL)
- ระบบชำระเงินแบบเรียกเก็บเป็นประจำ สำหรับสินค้าและบริการแบบสมัครสมาชิก
- สั่งซื้อออนไลน์แล้วชำระเงินที่หน้าร้านผ่านระบบ Point of Sale เช่น Shopify POS
ร้านค้าอีคอมเมิร์ซมักรองรับวิธีชำระเงินหลายรูปแบบ โดยเชื่อมตัวเลือกเหล่านี้เข้ากับเว็บไซต์หรือช่องทางการขาย เพื่อให้ลูกค้าเลือกวิธีที่สะดวกที่สุด
ประเภทธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
ที่มาภาพ: SCB
ประเภทธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบ่งตามความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยโมเดลธุรกิจออนไลน์ที่พบบ่อย ได้แก่
ขายตรงถึงผู้บริโภค (DTC)
โมเดลขายตรงถึงผู้บริโภค หรือ Direct to Consumer (DTC) คือการที่ธุรกิจขายสินค้าหรือบริการให้ลูกค้าโดยตรง โดยไม่ผ่านร้านค้าปลีกหรือตัวแทนจำหน่าย
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบ DTC หลายแห่งดูแลทุกขั้นตอนเอง ตั้งแต่การพัฒนาสินค้าไปจนถึงการจัดส่งถึงมือลูกค้า เช่น แบรนด์รองเท้าออนไลน์อาจออกแบบ ขาย และจัดส่งรองเท้าผ้าใบให้ลูกค้าโดยตรง
อีคอมเมิร์ซช่วยให้ผู้ขายเข้าถึงลูกค้าโดยตรงได้ง่ายขึ้นและประหยัดต้นทุนมากขึ้น ผู้ขายแบบ DTC จำนวนมากเป็นธุรกิจที่เริ่มต้นและดำเนินงานบนออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งบางครั้งเรียกว่า Digitally Native Vertical Brands (DNVBs)
ธุรกิจกับธุรกิจ (B2B)
โมเดล Business to Business (B2B) คือการที่ธุรกิจหนึ่งขายสินค้าหรือบริการให้กับอีกธุรกิจหนึ่ง เช่น บริษัทซอฟต์แวร์ขายไลเซนส์ให้ธุรกิจขนาดเล็ก หรือแบรนด์เครื่องนอนจำหน่ายผ้าปูที่นอนให้โรงแรม
อีคอมเมิร์ซช่วยให้ธุรกิจปรับรูปแบบ B2B ให้ทันสมัยขึ้น โดยนำกลยุทธ์ที่ปกติใช้กับ D2C มาปรับใช้ และยังสามารถรวมการขายแบบ B2B และ D2C ไว้ในร้านค้าออนไลน์เดียวกันได้ จากแบบสำรวจผู้ขายของ Shopify ในปี 2025 พบว่าเกือบ 1 ใน 5 ของธุรกิจขายทั้งให้ผู้บริโภคทั่วไปและลูกค้าธุรกิจบนแพลตฟอร์มเดียวกัน Shopify
อีคอมเมิร์ซยังเปิดทางให้ธุรกิจนำกลยุทธ์แบบ D2C มาใช้กับ B2B ได้มากขึ้น แม้กระทั่งรวมการขาย B2B และ D2C ไว้ในร้านออนไลน์เดียวกัน
ตัวอย่างเช่น OfficeMate มีทั้งเว็บไซต์สำหรับลูกค้าทั่วไปและระบบ e-Procurement สำหรับลูกค้าธุรกิจ โดยองค์กรสามารถเลือกสินค้า ดูรายละเอียด ราคา และจัดการคำสั่งซื้อผ่านระบบออนไลน์ได้ ช่วยให้ประสบการณ์ซื้อแบบ B2B ใกล้เคียงกับการช้อปออนไลน์ทั่วไปมากขึ้น
ผู้บริโภคกับผู้บริโภค (C2C)
โมเดล Consumer to Consumer (C2C) คือการที่บุคคลหนึ่งขายสินค้าหรือบริการให้กับอีกบุคคลหนึ่งโดยตรง เช่น การขายโซฟามือสองให้ผู้อื่นผ่าน Marketplace หรือเว็บไซต์สำหรับลงขายสินค้า
โมเดลนี้เติบโตได้ดีบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เปิดให้ผู้ใช้ซื้อขายกันโดยตรง เช่น Facebook Marketplace, eBay และ Etsy ส่วนผู้ที่ซื้อสินค้ามาขายต่อทางออนไลน์เป็นประจำอาจพัฒนาไปเป็นรีเซลเลอร์ และเปลี่ยนไปใช้โมเดล Business to Consumer (B2C) ในภายหลัง
อีคอมเมิร์ซรูปแบบอื่นๆ
โมเดลเหล่านี้พบได้น้อยกว่าในธุรกิจค้าปลีก แต่ช่วยอธิบายรูปแบบการทำธุรกรรมออนไลน์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายประเภทต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น
- C2B ecommerce: บุคคลขายสินค้าหรือบริการให้ธุรกิจ เช่น ช่างภาพให้สิทธิ์บริษัทนำภาพถ่ายไปใช้งาน
- B2G ecommerce: ธุรกิจขายสินค้าหรือบริการให้หน่วยงานภาครัฐผ่านระบบจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์
- C2G ecommerce: บุคคลชำระเงินหรือส่งข้อมูลให้หน่วยงานภาครัฐทางออนไลน์ เช่น ชำระค่าธรรมเนียมหรือยื่นแบบฟอร์ม
- G2B ecommerce: หน่วยงานภาครัฐให้บริการออนไลน์แก่ธุรกิจ เช่น การต่ออายุใบอนุญาตหรือจดทะเบียนธุรกิจ
- G2C ecommerce: หน่วยงานภาครัฐให้บริการออนไลน์แก่บุคคลทั่วไป เช่น การยื่นคำขอ ชำระเงิน หรือต่ออายุเอกสารทางออนไลน์
รูปแบบรายได้ของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซสามารถสร้างรายได้ได้หลายวิธี โดยรูปแบบที่พบบ่อยมี 5 แบบ ได้แก่
- การขายสินค้าและบริการ: สร้างรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อทำกำไร เป็นรูปแบบที่แบรนด์ออนไลน์ใช้กันมากที่สุด
- การสมัครสมาชิก: ธุรกิจแบบ Subscription ให้ลูกค้าชำระเงินเป็นประจำเพื่อรับสินค้าหรือบริการอย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอทั้งสำหรับธุรกิจ D2C และ B2B
- การโฆษณา: พบได้บ่อยในกลุ่มครีเอเตอร์ออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์ โดยสร้างรายได้จากดีลโฆษณาและการโปรโมตสินค้า
- Affiliate: นักการตลาด Affiliate รับค่าคอมมิชชันจากการช่วยส่งลูกค้าหรือสร้างยอดขายให้ธุรกิจอื่น ทั้งบุคคลและธุรกิจสามารถสร้างรายได้ในรูปแบบนี้ได้ผ่านโปรแกรม Affiliate
- ค่าธรรมเนียมธุรกรรม: ธุรกิจอีคอมเมิร์ซบางแห่งสร้างรายได้จากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับบริการทางการเงิน เช่น การประมวลผลการชำระเงิน
วิธีเริ่มสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ

หากตัดสินใจแล้วว่าจะเริ่มธุรกิจออนไลน์ ขั้นแรกคือเลือกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่จะช่วยให้ไอเดียของคุณเป็นจริง จากนั้นทำตามขั้นตอนพื้นฐานเหล่านี้เพื่อเริ่มต้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
- หาไอเดียธุรกิจ: มองหาโอกาสจากสินค้า กลุ่มลูกค้าที่ยังไม่ได้รับการตอบโจทย์ หรือช่องว่างในตลาด เพื่อหานิชที่เหมาะกับธุรกิจ
- ทำวิจัยตลาด: ศึกษาคู่แข่งและตลาดด้วยการทำวิจัยตลาด
- เขียนแผนธุรกิจ: หากต้องการเงินทุน ควรจัดทำแผนธุรกิจที่ครอบคลุม
- สร้างแบรนด์: เลือกโลโก้และชื่อธุรกิจเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้แบรนด์
- สร้างร้านค้าออนไลน์: ตั้งค่าร้านค้า ปรับแต่งเว็บไซต์ และเพิ่มรายการสินค้า
- วางแผนการจัดส่ง: เลือกวิธีจัดส่งสินค้าให้ลูกค้า
- วางแผนการตลาด: กำหนดเป้าหมายด้านยอดขายและการตลาด พร้อมเลือกช่องทางโฆษณาที่ต้องการใช้
วิธีสร้างธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้ประสบความสำเร็จ
เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ คุณยังต้องมีระบบชำระเงินที่เชื่อถือได้ การจัดการสต็อกที่เป็นระบบ และวิธีจัดส่งคำสั่งซื้อไปถึงมือลูกค้า
Shopify รวมเครื่องมือเหล่านี้ไว้ในที่เดียว คุณสามารถสร้างร้านค้าออนไลน์ จัดการสินค้า รับชำระเงิน และดูข้อมูลยอดขายได้จาก Shopify admin
เคล็ดลับ 5 ข้อในการทำอีคอมเมิร์ซให้ประสบความสำเร็จด้วย Shopify ได้แก่
- ใช้ Shopify Analytics เพื่อดูว่าลูกค้าเข้าชมสินค้าอะไร เพิ่มสินค้าใดลงตะกร้า และซื้อสินค้าอะไร
- ปรับแต่งร้านค้าออนไลน์ ทั้งหน้าสินค้า ภาพ และข้อความ ให้สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์
- ใช้ Shopify Checkout และ Shop Pay เพื่อให้ลูกค้าชำระเงินและสั่งซื้อได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
- ติดตามจำนวนสินค้าในสต็อก เพื่อให้รู้ว่าสินค้าใดพร้อมขาย
- จัดการคำสั่งซื้อ การจัดส่ง และอัปเดตสถานะการจัดส่งได้จากแพลตฟอร์มเดียว
ประโยชน์ของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

การดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีข้อดีหลายประการ ไม่เพียงแต่ช่วยให้เปิดธุรกิจได้รวดเร็ว แต่ยังเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั่วโลกที่กำลังมองหาวิธีซื้อสินค้าที่สะดวก และต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ออนไลน์
ช้อปได้สะดวก
อีคอมเมิร์ซช่วยให้ลูกค้าช็อปจากที่ใดก็ได้ บนอุปกรณ์ใดก็ได้ ตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องไปที่ร้านค้า ลูกค้าสามารถค้นพบแบรนด์ เปรียบเทียบสินค้า ฟีเจอร์ และราคาได้ในเวลาไม่กี่นาที ด้วยตัวเลือกการชำระเงินที่หลากหลาย การช็อปปิ้งออนไลน์จึงสะดวกยิ่งขึ้น
เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น
ธุรกิจ eCommerce สามารถเข้าถึงผู้ชมที่กว้างกว่าร้านค้าทางกายภาพเพียงอย่างเดียว ด้วยร้านค้าอีคอมเมิร์ซ ธุรกิจสามารถขายผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าทั่วโลก โดยไม่จำเป็นต้องมีสถานที่จริงในทุกประเทศ บริษัทจัดส่งและโลจิสติกส์ช่วยเชื่อมโยงคำสั่งซื้อออนไลน์จากทั่วโลก
ปรับประสบการณ์ให้เหมาะกับลูกค้าด้วยข้อมูล
แม้การสร้างประสบการณ์แบบเดียวกับการซื้อที่หน้าร้านอาจทำได้ไม่ทั้งหมด แต่ร้านค้าออนไลน์สามารถเก็บข้อมูลลูกค้าได้หลากหลาย และนำไปใช้เพื่อทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล เช่น แนะนำสินค้าที่เหมาะกับแต่ละคน ทำแคมเปญแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย และสร้างโปรแกรมสะสมคะแนน
ประสบการณ์การช้อปที่ปรับให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละคนสามารถช่วยให้ธุรกิจสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้แข็งแรงขึ้น
ต้นทุนเริ่มต้นและการดำเนินงานที่ต่ำกว่า
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมักมีค่าใช้จ่ายโดยรวมต่ำกว่าร้านค้าแบบมีหน้าร้าน และโมเดลธุรกิจบางประเภท เช่น Dropship หรือ Print on demand ไม่จำเป็นต้องสต็อกสินค้าเอง จึงช่วยลดต้นทุนในการเริ่มต้นและบริหารธุรกิจได้มากขึ้น
ความท้าทายของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
ที่มาภาพ: SCB
ในขณะที่การดำเนินธุรกิจออนไลน์มีข้อดี แต่ก็มีความท้าทายบางประการ หากกำลังมองหาวิธีเริ่มธุรกิจ eCommerce ควรวางแผนรับมือปัญหาเหล่านี้ก่อน
ความกังวลด้านความปลอดภัยในอีคอมเมิร์ซ
หนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของ eCommerce คือความปลอดภัย ลูกค้าต้องมั่นใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงินปลอดภัยเมื่อซื้อสินค้าออนไลน์ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซควรลงทุนในเกตเวย์การชำระเงินที่ปลอดภัย ใบรับรอง SSL และมาตรการด้านความปลอดภัยอื่น ๆ เพื่อปกป้องข้อมูลลูกค้า หมายเหตุ: แผนบน Shopify มาพร้อมฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย เช่น SSL และเกตเวย์การชำระเงินที่ปลอดภัย
ควรอธิบายมาตรการด้านความปลอดภัยเหล่านี้ให้ชัดเจนในข้อกำหนดและเงื่อนไข รวมถึงหน้าชำระเงิน
การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น
อีคอมเมิร์ซเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูงโดยมีธุรกิจจำนวนมากที่แย่งชิงลูกค้ากลุ่มเดียวกัน ธุรกิจออนไลน์ต้องสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งด้วยผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนใคร ราคาที่แข่งขันได้ และประสบการณ์ลูกค้าที่โดดเด่น
ความท้าทายด้านการจัดส่งและโลจิสติกส์
เจ้าของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ประสบความสำเร็จรู้ดีว่าประสบการณ์การจัดส่งสามารถสร้างหรือทำลายแบรนด์ได้ ร้านค้าออนไลน์ต้องมีระบบจัดส่งและโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าถึงมือลูกค้าตรงเวลา อยู่ในสภาพดี และลดคำสั่งซื้อที่สูญหาย
การคืนสินค้าและความต้องการบริการลูกค้า
เพื่อให้แข่งขันได้ แบรนด์อีคอมเมิร์ซต้องมีนโยบายการคืนสินค้าที่แข็งแรงและระบบบริการลูกค้าที่จัดการคำถาม ข้อร้องเรียน และข้อพิพาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรื่องนี้อาจท้าทายเป็นพิเศษสำหรับธุรกิจที่ขายสินค้าซับซ้อนหรือทางเทคนิค รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กที่มีทีมงานจำกัด
ลูกค้าไม่สามารถเห็นสินค้าจริงก่อนซื้อ
ผู้ซื้อออนไลน์ไม่สามารถจับ ลองสวม หรือดูสินค้าจริงก่อนตัดสินใจซื้อได้ หน้าสินค้าจึงควรมีภาพที่ชัดเจน รายละเอียดขนาด วัสดุ วิธีใช้งาน และรีวิวจากลูกค้า เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้มั่นใจขึ้น
ปัญหาเว็บไซต์อาจทำให้ยอดขายสะดุด
ร้านค้าอีคอมเมิร์ซต้องพร้อมใช้งานในช่วงที่ทราฟฟิกสูง เช่น วันเปิดตัวสินค้า แคมเปญลดราคา หรือเทศกาลช็อปปิ้ง หากหน้าเว็บโหลดช้าหรือเว็บไซต์ล่ม ลูกค้าอาจไม่สามารถสั่งซื้อให้เสร็จได้
การคืนสินค้าต้องมีกระบวนการที่ชัดเจน
การคืนสินค้าเป็นส่วนหนึ่งของการขายออนไลน์ โดยเฉพาะหมวดแฟชั่น รองเท้า และของใช้ในบ้าน นโยบายคืนสินค้าที่ชัดเจนช่วยให้ลูกค้าเข้าใจระยะเวลา ตัวเลือกการคืนเงิน และขั้นตอนการส่งสินค้าคืนก่อนซื้อ
ข้อควรคำนึงด้านกฎหมายและการปฏิบัติตามข้อกำหนด
เกตเวย์การชำระเงินที่ปลอดภัยและใบรับรอง SSL เป็นพื้นฐานสำคัญในการปกป้องข้อมูลทางการเงินของลูกค้าระหว่างชำระเงิน
นโยบายคืนสินค้าที่ชัดเจนช่วยปกป้องทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ เพราะระบุกรอบเวลา ตัวเลือกการคืนเงิน และขั้นตอนการส่งคืนก่อนเกิดการซื้อ
นโยบายบริการลูกค้าที่ดี รวมถึงวิธีจัดการข้อพิพาทและข้อร้องเรียน ช่วยให้ผู้ขายออนไลน์ตอบสนองความคาดหวังของผู้ซื้อและลดปัญหาที่ค้างคา
การเก็บและปกป้องข้อมูลลูกค้าอย่างรับผิดชอบเป็นเรื่องสำคัญสำหรับธุรกิจที่ใช้ personalization โฆษณาแบบเจาะกลุ่ม หรือโปรแกรมความภักดีในร้านค้าออนไลน์
แนวโน้มและสถิติอีคอมเมิร์ซ
ที่มา: Siamaya Chocolate
แนวโน้มอีคอมเมิร์ซมีผลกระทบต่อทุกอย่าง ตั้งแต่รูปลักษณ์และการทำงานของเว็บไซต์ ไปจนถึงประเภทผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
การติดตามแนวโน้มการช็อปปิ้งอีคอมเมิร์ซจะช่วยให้ธุรกิจยังแข่งขันได้และตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป แม้แนวโน้มจะพัฒนาอยู่เสมอ แต่บางเรื่องสะท้อนการเปลี่ยนแปลงระยะยาวในวิธีที่ผู้บริโภคค้นพบ ซื้อ และสนับสนุนธุรกิจ
1. Social Commerce กำลังเติบโต
ปฏิสัมพันธ์บนโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อมากขึ้น ทำให้แพลตฟอร์มโซเชียลกลายเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างยอดขาย
- Social Commerce ได้รับความนิยมอย่างมากในไทย โดย 9 ใน 10 ของผู้บริโภคเคยซื้อสินค้าผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก
- การพูดคุยและสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าบนโซเชียลอย่างมีคุณภาพช่วยสร้างความไว้วางใจ และเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย
- แพลตฟอร์มโซเชียลกำลังกลายเป็นเสิร์ชเอนจินรูปแบบใหม่ โดย YouTube, Instagram และ TikTok เป็นช่องทางหลักที่ผู้บริโภคใช้ค้นพบสินค้า
2. การช้อปผ่านมือถือได้รับความนิยม
การใช้อุปกรณ์มือถือที่เพิ่มขึ้นกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการช้อปออนไลน์ และทำให้ธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับประสบการณ์ซื้อที่เหมาะกับมือถือมากขึ้น
- จากการศึกษาของ PYMNTS Intelligence ในปี 2027 ผู้บริโภคทั่วโลกใช้มือถือในการซื้อสินค้าครั้งล่าสุด 53% เพิ่มขึ้นจาก 48% ในปี 2024
- 26% ของผู้บริโภค ซื้อสินค้าผ่านมือถือทุกวัน และ 39% ใช้มือถือค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ
3. ผู้ขายนำ AI มาใช้มากขึ้น
อีคอมเมิร์ซมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยแบรนด์อีคอมเมิร์ซที่สร้างสรรค์เริ่มนำเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI มาใช้มากขึ้น
- การใช้งานเครื่องมือ AI ในวงกว้างคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2029
- แบรนด์อีคอมเมิร์ซใช้ AI เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าและส่งโฆษณาที่ตรงกลุ่มมากขึ้น ขณะที่ฟีเจอร์ AI ของ Shopify ช่วยผู้ขายทำงานอัตโนมัติ เช่น การตอบคำถามลูกค้าและเขียนคำอธิบายสินค้า
- AI Agents กำลังได้รับความนิยมและถูกนำมาใช้งานมากขึ้น
4. ผู้บริโภคชอบประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคล
ประสบการณ์การช้อปและการสื่อสารที่ปรับให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละคนมีผลต่อทั้งความพึงพอใจและการรักษาลูกค้า
- จากผลสำรวจในปี 2025 ผู้บริโภค 26% ระบุว่าอาจเลิกซื้อจากแบรนด์ที่ไม่สามารถมอบประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลได้
- 87% ของธุรกิจมองว่า Personalization เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ
แนวโน้มอีคอมเมิร์ซอื่น ๆ ที่กำลังเติบโต
- Augmented reality: ประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ใช้ AR กำลังเปลี่ยนวิธีที่ลูกค้าเลือกดูและทดลองสินค้าทางออนไลน์
- ตัวเลือกชำระเงินที่ยืดหยุ่น: การซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ขายและผู้บริโภค เพราะช่วยให้การชำระเงินยืดหยุ่นขึ้น
- ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย: ความต้องการความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ความยั่งยืน: ผู้บริโภคสนใจแบรนด์ที่มีแนวทางธุรกิจยั่งยืนมากขึ้น ส่งผลต่อวิธีคิดเรื่องการผลิต บรรจุภัณฑ์ และโลจิสติกส์
ก้าวเข้าสู่อีคอมเมิร์ซในวันนี้
วงการอีคอมเมิร์ซยังมีพื้นที่มากมายสำหรับผู้มาใหม่ที่ต้องการนำไอเดียใหม่ ๆ สู่ตลาดโลก ยอดขายอีคอมเมิร์ซค้าปลีกยังคงเติบโต ทำให้โมเดลธุรกิจนี้เหมาะกับผู้ประกอบการที่อยากเริ่มธุรกิจแรกของตัวเอง
หากคุณพร้อมเริ่มต้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซแล้ว ลองเซฟฮาวทูหน้านี้ไว้เป็นแหล่งอ้างอิง เอาไว้กดดูได้ตลอดเส้นทางตั้งแต่เริ่มวางแผนจนถึงเปิดร้านจริง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซ
อีคอมเมิร์ซคืออะไร?
อีคอมเมิร์ซ ย่อมาจากการค้าผ่านอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึงการซื้อและขายสินค้าหรือบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมระหว่าง 2 ฝ่าย โดยปกติคือธุรกิจกับผู้บริโภค ซึ่งการชำระเงินและการจัดส่งสินค้าหรือบริการดำเนินการออนไลน์
eCommerce มีได้หลายรูปแบบ เช่น การช็อปปิ้งออนไลน์ การดาวน์โหลดดิจิทัล การสมัครสมาชิกออนไลน์ และการขายตั๋วออนไลน์ อีคอมเมิร์ซเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนทำธุรกิจ และกลายเป็นวิธีช็อปปิ้งที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสะดวกและเข้าถึงง่าย
ประเภทของอีคอมเมิร์ซมีอะไรบ้าง?
มี 3 ประเภทหลักของธุรกิจ eCommerce
- Direct to consumer (DTC) หรือธุรกิจที่ขายสินค้าตรงให้ผู้บริโภคผ่านอีคอมเมิร์ซ บางแบรนด์ DTC ยังมีร้านค้าทางกายภาพ
- ธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) คือบริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์หรือบริการให้กับธุรกิจอื่น ตัวอย่างเช่น บริษัทบัญชีอาจขายบริการและการปรึกษาออนไลน์ให้ธุรกิจขนาดเล็ก
- ผู้บริโภคต่อผู้บริโภค (C2C) หมายถึงบุคคลที่ขายสินค้าให้กัน เช่น ตลาดซื้อขายในท้องถิ่น วิธีนี้ยังเป็นที่นิยมสำหรับแบรนด์ของผู้สร้างรายบุคคลด้วย
ตัวอย่างของอีคอมเมิร์ซคืออะไร?
ตัวอย่างของ eCommerce คือการช็อปปิ้งออนไลน์ ซึ่งผู้บริโภคซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการผ่านเว็บไซต์ B2C หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ อีคอมเมิร์ซช่วยให้ผู้บริโภคเรียกดูสินค้าได้จำนวนมาก เปรียบเทียบราคาและฟีเจอร์ และซื้ออย่างปลอดภัยด้วยวิธีชำระเงินที่หลากหลาย การค้าออนไลน์ผ่านมือถือก็เป็นตัวอย่างของอีคอมเมิร์ซ โดยลูกค้าช็อปออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือเพื่อค้นหาสินค้าและชำระเงินออนไลน์
อีคอมเมิร์ซสามารถมีหลายรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางธุรกรรมที่แตกต่างกัน รวมถึง
- การขายปลีกออนไลน์ของสินค้าทางกายภาพหรือดิจิทัล
- ธุรกรรมขายส่ง
- การดรอปชิป
- การระดมทุน
- ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีการสมัครสมาชิก
- บริการและการออกใบอนุญาตซอฟต์แวร์
- ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม
เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซคืออะไร?
เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซคือร้านค้าออนไลน์ที่ช่วยให้ธุรกิจขายผลิตภัณฑ์หรือบริการผ่านอินเทอร์เน็ตให้ลูกค้า เว็บไซต์ eCommerce สามารถออกแบบมาเพื่อขายสินค้าทางกายภาพ ผลิตภัณฑ์ดิจิทัล หรือบริการ โดยทั่วไปจะมีฟีเจอร์ เช่น แคตตาล็อกสินค้า ข้อมูลราคา รีวิวจากลูกค้า การติดตามคำสั่งซื้อ บัญชีลูกค้า และระบบการชำระเงิน
ผู้ที่ต้องการเริ่มธุรกิจ eCommerce ไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเสมอไป มาร์เก็ตเพลสออนไลน์และแพลตฟอร์มการขายผ่านโซเชียลเป็นทางเลือกแทนเว็บไซต์สแตนด์อโลน ซึ่งอาจเหมาะกับผู้ก่อตั้งครั้งแรกที่ต้องการดึงดูดลูกค้าเข้าสู่ธุรกิจใหม่ออนไลน์ แผน Shopify Starter เป็นวิธีที่ดีในการเข้าสู่ eCommerce โดยไม่ต้องสร้างร้านค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ
สถิตินี้อ้างอิงแบบสำรวจผู้ขาย Shopify 500 รายใน 6 ประเทศในปี 2025 และไม่ได้รวมประเทศไทย ข้อมูลจึงสะท้อนแนวโน้มของกลุ่มผู้ขายดังกล่าว และอาจไม่ตรงกับพฤติกรรมของธุรกิจในไทยทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้สะท้อนภาพรวมของแนวโน้มอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะธุรกิจที่กำลังเริ่มขายทั้งแบบ B2B และ D2C

