อุตสาหกรรมของแต่งบ้านเคยได้รับแรงหนุนอย่างไม่คาดคิดจากวิกฤตโรคระบาดทั่วโลก เมื่อผู้คนต้องใช้เวลาที่บ้านมากขึ้น งบจับจ่ายจึงถูกเทไปสู่การปรับปรุงพื้นที่อยู่อาศัยของตัวเอง ในเดือนกันยายน 2020 เพียงเดือนเดียว ชาวไทยใช้เงินกว่า 0.7 ล้านล้านบาทไปกับสินค้าแต่งบ้านซึ่งเป็นตัวเลขที่สร้างสถิติใหม่
แต่ไม่นาน ความท้าทายครั้งใหญ่ก็ถาโถมใส่อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน ทั้งปัญหาห่วงโซ่อุปทาน การขาดแคลนวัตถุดิบ ต้นทุนที่สูงขึ้น และภาวะซบเซาของตลาดที่อยู่อาศัยที่ฉุดกำลังซื้อของคนไทย ข้อมูลจาก สศช. ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 2 ปี 2567 อยู่ที่ 16.32 ล้านล้านบาท หรือ 89.6% ของ GDP ขณะที่บ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทซึ่งผู้ซื้อมีภาระหนี้สูงถูกปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 70% เมื่อคนซื้อบ้านน้อยลง ความต้องการเฟอร์นิเจอร์ก็ลดลงตาม คนไทยจำนวนมากงดซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยและใช้ของเก่าที่มีอยู่ ส่งผลให้ยอดขายเฟอร์นิเจอร์ในประเทศช่วง 4 เดือนแรกของปี 2567 หดตัว 2.6% ผู้ผลิตกว่า 3,000 รายต้องแข่งขันกันดุเดือดและลดกำลังการผลิตลง
ในภาพรวม ตลาดยังไม่ได้หมดแรง เพียงแต่ความต้องการกำลังเปลี่ยนรูปแบบ ผู้บริโภคยังอยากปรับบ้านให้น่าอยู่ขึ้น แต่เลือกซื้ออย่างระมัดระวังมากขึ้น เน้นความคุ้มค่า ความยืดหยุ่น ประสบการณ์ออนไลน์ที่มั่นใจได้ และสินค้าที่สะท้อนตัวตนของตัวเอง
เมื่อแนวโน้มยังคงชะลอตัว คำถามที่ผู้ค้าปลีกต่างอยากรู้คือ จะดึงดูดและรักษาลูกค้าเป้าหมายได้อย่างไร? ที่นี่ เราได้รวบรวมเทรนด์ของแต่งบ้านอีคอมเมิร์ซที่สำคัญซึ่งกำลังกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมของแต่งบ้านในปี 2027 พร้อมบทเรียนสำคัญที่นำไปปรับใช้ได้ทันที
เทรนด์เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านในปี 2027 เป็นอย่างไร?
ความต้องการเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านมักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาดที่อยู่อาศัย เพราะเมื่อมีการซื้อ ขาย หรือย้ายบ้าน ผู้บริโภคก็มักซื้อเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งสำหรับพื้นที่ใหม่ตามไปด้วย แต่ในปี 2026 ตลาดที่อยู่อาศัยไทยยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ภาระหนี้ครัวเรือน การขอสินเชื่อที่เข้มงวด และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากชะลอการซื้อบ้านหรือย้ายที่อยู่อาศัย ส่งผลให้ความต้องการสินค้าแต่งบ้านเปลี่ยนจากการซื้อชุดใหญ่สำหรับบ้านใหม่ ไปสู่การปรับปรุงและตกแต่งพื้นที่เดิมมากขึ้น
- ตลาดที่อยู่อาศัยยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของกลุ่มธุรกิจนี้ เนื่องจากยอดขายที่อยู่อาศัยเป็นตัวขับเคลื่อนยอดขายของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ในครึ่งแรกของปี 2026 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 167,665 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 429,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) คาดว่าทั้งปี 2026 จะมียอดโอน 323,479 หน่วย (+2.3%) มูลค่า 880,760 ล้านบาท (+1.8%)
- ผู้ซื้อหันไปเลือกบ้านมือสองมากขึ้น ข้อมูลจาก REIC ระบุว่าบ้านมือสองครองส่วนแบ่งตลาดถึง 64% ขณะที่ผู้ซื้อปรับระดับราคา ขนาด และรูปแบบที่อยู่อาศัยลงให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ บ้านกลุ่มนี้มักต้องรีโนเวทและเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ใหม่หลังซื้อ
- ไตรมาสสุดท้ายคือช่วงไฮซีซันของงานแสดงสินค้า งานมหกรรมบ้านและคอนโด มีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน นอกจากนี้ รัฐบาลยังต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2026 ถึง 30 มิถุนายน 2027
- หนี้ครัวเรือนและการปฏิเสธสินเชื่อยังกดดันการฟื้นตัว ผลสำรวจของสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรพบว่าอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยในครึ่งแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้นเป็น 44.9% จาก 39.8% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และกระทบผู้ซื้อทุกระดับราคา ขณะที่ REIC ยังคงจับตาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
ตลาดที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัวไม่ได้ทำให้ความต้องการเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านหายไป แต่เปลี่ยนทิศทางของความต้องการ เจ้าของบ้านที่ยังไม่ย้ายที่อยู่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการรีโนเวทและปรับโฉมบ้านหลังเดิม ทั้งนี้คาดว่าอุตสาหกรรมค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านของไทยจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.4% จาก 182.6 พันล้านบาทในปี 2024 เป็น 237.8 พันล้านบาทในปี 2029
ผู้บริโภคเลือกซื้อของแต่งบ้านอย่างไรในปี 2027
พฤติกรรมการซื้อเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านของผู้บริโภคไทยได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย
อะไรเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการซื้อ
ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม NocNoc และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ ชี้ว่าปัจจัยต่อไปนี้เป็นตัวกระตุ้นสำคัญ:
- การตกแต่งและปรับปรุงบ้านเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดย 60% ของลูกค้า NocNoc ซื้อสินค้าเพื่อสร้าง ตกแต่ง และต่อเติมบ้านทั้งหลัง และเฟอร์นิเจอร์กับวัสดุตกแต่งบ้านเป็นกลุ่มสินค้ายอดนิยมอันดับหนึ่งที่ 40%
- เทศกาลช้อปปิ้งออนไลน์เป็นช่วงเวลาสำคัญของการตัดสินใจซื้อ ในแคมเปญ ลาซาด้า 11.11 มูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ยของแพลตฟอร์มเติบโตถึง 70% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ Shopee 11.11 ก็จัดดีลพิเศษครอบคลุมหมวดของใช้ในบ้าน
- ช่วงวันหยุดยาวปลายปีเป็นอีกหนึ่งไฮซีซัน การเคลียร์บ้านและแต่งบ้านถือเป็นสิ่งที่หลายคนทำเป็นประจำทุกปีก่อนเริ่มต้นปีใหม่
แม้ตลาดที่อยู่อาศัยไทยจะยังเปราะบาง แต่ตลาดเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้านในไทยมีมูลค่าราว 97,000 ล้านบาท และเติบโต 8% ในปี 2024 เนื่องจากความต้องการจากกลุ่มผู้เช่าเข้ามาทดแทนการซื้อบ้านใหม่ที่ลดลง โดยคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มหลักของตลาดเช่าที่อยู่อาศัยคือแรงขับเคลื่อนสำคัญ ส่วนสไตล์การแต่งบ้านยอดนิยม ได้แก่ Japandi (25%) Scandinavian (23%) และ Industrial (20%)
ทำไมผู้บริโภคยังคงเริ่มต้นการซื้อที่หน้าร้าน?
สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าสูงและต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ ผู้บริโภคยังต้องการเห็นสินค้าตกแต่งบ้านด้วยตาตัวเองก่อนตัดสินใจซื้อ แม้การช้อปปิ้งออนไลน์จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ผลสำรวจผู้บริโภคใน 30 ประเทศพบว่า 57% ยังคงต้องการเห็น สัมผัส และทดลองสินค้าก่อนซื้อ โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ที่ต้องลองนั่ง ลองนอน หรือดูขนาดจริงให้เข้ากับพื้นที่
ผู้ค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ของไทยจึงเดินหน้าทั้งสองช่องทางพร้อมกัน อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ วางงบเปิดสาขาใหม่ปีละ 1-2 สาขา ควบคู่กับการตั้งเป้าให้ช่องทางออนไลน์เติบโต 20% และกลายเป็นหนึ่งใน Top Sellers หมวดเฟอร์นิเจอร์บน TikTok Shop ขณะที่เอสบี ดีไซน์สแควร์จับมือกับเซ็นทรัล ออนไลน์ เพื่อขยายประสบการณ์การแต่งบ้านสู่โลกออนไลน์
รูปแบบนี้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของการซื้อโดยตรง ยิ่งสินค้ามีขนาดใหญ่และราคาสูงเท่าไร ผู้ซื้อก็ยิ่งต้องการความมั่นใจจากการได้เห็นและสัมผัสสินค้าจริงก่อนตัดสินใจมากขึ้นเท่านั้น
อะไรเป็นตัวขับเคลื่อนการตัดสินใจซื้อออนไลน์?
มีหลายปัจจัยที่ช่วยเพิ่มอัตราการตัดสินใจซื้อบนช่องทางออนไลน์ ได้แก่
- ส่วนลดและการส่งฟรีหรือค่าส่งถูกยังคงเป็นแรงจูงใจหลักในการซื้อสินค้าออนไลน์ของคนไทย โดยผลสำรวจของ Milieu Insight พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามเลือกปัจจัยนี้ถึง 73% รองลงมาคือความหลากหลายของสินค้า (45%) และรีวิวที่เชื่อถือได้ (39%)
- รีวิวมีผลต่อความมั่นใจอย่างมาก ผู้บริโภคราวครึ่งหนึ่งบอกว่าจะหลีกเลี่ยงร้านค้าหรือสินค้าที่ไม่มีรีวิว ขณะที่ 84% ยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อการจัดส่งที่ไว้วางใจได้ ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่
- เทคโนโลยี AR และ 3D ช่วยลดความลังเลก่อนซื้อ แบรนด์อย่าง IKEA ให้ลูกค้าทดลองวางเฟอร์นิเจอร์ในบ้านผ่าน AR และระบุขนาดห้องเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าเข้ากับพื้นที่จริง ขณะที่แอปเฟอร์นิเจอร์ของไทยอย่าง homeprise real ก็นำระบบ AR มาให้ลูกค้าทดลองติดตั้งสินค้าก่อนสั่งซื้อเช่นกัน
ทิปส์: เครื่องมือ Augmented Reality (AR) ในตัวของ Shopify ช่วยให้ร้านค้าเพิ่มโมเดล 3D ลงในหน้าสินค้าได้โดยตรง นอกจากนี้ใน Shopify App Store ยังมีแอป AR ให้เลือกใช้ ทั้งเครื่องมือแสดงโมเดล 3D และเครื่องมือสร้างร้านค้าเสมือนจริงแบบ 3D ซึ่งเชื่อมต่อกับร้านค้าออนไลน์ของคุณได้โดยตรง เพื่อให้คุณมอบประสบการณ์ AR แก่ลูกค้าออนไลน์ได้
ผลสำรวจของ Facebook พบว่า 88% ของคนไทยมองว่า AR ช่วยเสริมประสบการณ์ดิจิทัล และอยากเห็นฟีเจอร์นี้จากแบรนด์ต่าง ๆ มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสนใจไม่ได้แปลว่าจะซื้อเสมอไป สำหรับผู้ซื้อที่ใกล้ตัดสินใจแล้ว การได้เห็นโซฟาวางอยู่ในห้องนั่งเล่นของตัวเองจริง ๆ อาจเป็นสิ่งที่ช่วยขจัดข้อกังวลสุดท้ายระหว่าง "ความตั้งใจ" กับ "การซื้อ" ได้
IKEA ซึ่งมีสโตร์ขนาดใหญ่ในไทยอย่างสาขาบางนา ก็ตระหนักว่าลูกค้าไม่สามารถเดินทางมาที่สโตร์ได้ทุกคน แอปของ IKEA จึงมีระบบทดลองวางเฟอร์นิเจอร์ในบ้านด้วย AR ให้ลูกค้ายกมือถือขึ้นแล้วเห็นสินค้าปรากฏอยู่ในบ้านของตัวเอง และกำลังพัฒนาให้สั่งซื้อได้ทันทีหลังทดลองวางสินค้า
Barbara Martin Coppola หัวหน้าฝ่ายดิจิทัลของ IKEA ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่าแอปใหม่จะเพิ่มตัวเลือกให้ผู้ใช้ใส่ขนาดห้องได้ด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าเหมาะกับสภาพห้องจริง
เทรนด์ของแต่งบ้านอีคอมเมิร์ซน่าติดตามในปี 2027
- Agentic Commerce กำลังมาแรง
- เฟอร์นิเจอร์อัจฉริยะเข้าสู่กระแสหลัก
- เฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์และประหยัดพื้นที่ยังเป็นที่ต้องการ
- สินค้านำเข้าราคาถูกกำลังเปลี่ยนสิ่งที่ผู้บริโภคซื้อและช่องทางที่เลือกซื้อ
- สัตว์เลี้ยงกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของการออกแบบ
แม้ปี 2027 จะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่แบรนด์ของแต่งบ้านก็ยังเติบโตได้ หากรู้จักใช้ประโยชน์จากเทรนด์ของแต่งบ้านอีคอมเมิร์ซเหล่านี้ให้เต็มที่
1. Agentic Commerce กำลังมาแรง
เมื่อยอดซื้อบ้านใหม่ลดลง ผู้คนจึงพยายามปรับพื้นที่ที่มีให้คุ้มค่าที่สุด เทรนด์นี้ส่งผลให้ความนิยมของ “ของแต่งบ้านที่ทำได้หลายหน้าที่” พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ตลาดของแต่งบ้านอเนกประสงค์ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 8,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023 และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยต่อปี 7.5% ตั้งแต่ปี 2024-2031 โดยเอเชียแปซิฟิกคาดว่าจะเป็นภูมิภาคที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด ในประเทศไทย HomePro ชี้ว่าคนเมืองที่อยู่คอนโดหรืออพาร์ตเมนต์มักเผชิญข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ การเลือกและจัดวางเฟอร์นิเจอร์อย่างชาญฉลาดจึงช่วยให้ห้องขนาดเล็กใช้งานได้คุ้มค่าและดูโปร่งขึ้น
เทรนด์นี้ยังได้รับแรงหนุนจากขนาดที่อยู่อาศัยที่เล็กลง ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ชี้ว่าความต้องการที่อยู่อาศัยของคนไทยยังคงมีอยู่ แต่ผู้ซื้อปรับระดับราคา ขนาด และรูปแบบที่อยู่อาศัยลงตามความสามารถในการซื้อมากขึ้น เฟอร์นิเจอร์ที่พับ ขยาย เก็บซ่อน หรือใช้งานได้หลายแบบจึงตอบโจทย์ทั้งคอนโด บ้านขนาดกะทัดรัด และห้องทำงานในบ้าน
เทรนด์ของแต่งบ้านอเนกประสงค์ที่โดดเด่นในร้านค้าต่าง ๆ ได้แก่
- การกลับมาของโซฟาเบดสุดคลาสสิก
- ออปชั่นเก็บของในเก้าอี้เตี้ย เตียง หรือม้านั่ง
- โต๊ะพับ โต๊ะขยาย โต๊ะเก็บซ่อนได้
- โต๊ะทำงานแบบติดผนัง
- อุปกรณ์ออกกำลังกายขนาดกะทัดรัด เช่น Walking Pad
2. เฟอร์นิเจอร์อัจฉริยะเข้าสู่กระแสหลัก
จากแนวคิดในโลกอนาคตสู่เทคโนโลยีที่เข้าถึงได้จริง AR กำลังกลายเป็นเครื่องมือยอดนิยมสำหรับเทรนด์ของแต่งบ้าน เพื่อโชว์สินค้าแบบเฉพาะบุคคลและสร้างประสบการณ์ที่สมจริง
หลายคนยังคงชอบสัมผัสสินค้าของแต่งบ้านด้วยตัวเองในร้าน AR จึงช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างการซื้อออนไลน์และการซื้อในร้าน แทนที่จะให้ลูกค้าดูเพียงรูปภาพ วิดีโอ หรือคำอธิบายแบบทั่วไป AR ช่วยให้สินค้า “ปรากฏขึ้น” ต่อหน้าลูกค้า ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าของแต่งบ้านจะเข้ากับพื้นที่ของตัวเองอย่างไร
ตัวอย่างจาก Homeprise Real แอปพลิเคชันซื้อขายเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านของไทย ที่ยกระดับจากอีคอมเมิร์ซทั่วไปสู่การนำเทคโนโลยีด้านที่อยู่อาศัย (PropTech) มาใช้ในการขายสินค้า
ลูกค้าจำนวนไม่น้อยยังลังเลที่จะซื้อเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่จากรูปภาพเพียงอย่างเดียว เพราะไม่แน่ใจว่าขนาดหรือสไตล์จะเข้ากับห้องของตัวเองหรือไม่
เพื่อแก้โจทย์นี้ Homeprise Real จึงนำระบบ AR มาใช้ในแอป ให้ลูกค้าทดลองติดตั้งสินค้าในรูปแบบ 3D ลงในพื้นที่จริงของตัวเองก่อนตัดสินใจสั่งซื้อ

ที่มาภาพ: ไทยรัฐ
วิธีใช้ก็ง่าย ลูกค้าเพียงใช้กล้องมือถือส่องไปยังพื้นที่ที่ต้องการวางเฟอร์นิเจอร์ จากนั้นแอปของ IKEA จะซ้อนภาพเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกไว้ลงบนพื้นที่นั้น ช่วยให้เห็นภาพว่าควรซื้อชิ้นนั้นดีหรือไม่ หรือควรเปลี่ยนเป็นแบบอื่นแทน โดยแอปทำงานผ่าน ARKit ของ Apple ซึ่งเป็นเฟรมเวิร์กสำหรับสร้าง AR บน iPhone และ iPad
สำหรับ IKEA การใช้ AR เป็นการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าที่ไม่สะดวกเดินทางไปสโตร์ ลูกค้าสามารถทดลองแต่งห้องด้วยเฟอร์นิเจอร์ของ IKEA ได้จากที่บ้าน และเห็นภาพชัดเจนว่าห้องจะออกมาเป็นอย่างไรเมื่อวางเฟอร์นิเจอร์จริงลงไป ก่อนตัดสินใจซื้อ
ความสมจริงคือหัวใจสำคัญ โดย IKEA ระบุว่าโมเดล 3D ในแอปมีความแม่นยำด้านขนาดถึง 98% และยังแสดงเงา แสง และพื้นผิวของสินค้าให้ใกล้เคียงกับของจริง ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ดูได้ยากจากภาพถ่ายออนไลน์ หากโซฟาที่ดูสวยใต้ไฟในสโตร์กลับดูไม่เข้ากับห้องนั่งเล่น หรือโต๊ะที่ดูเล็กบนหน้าเว็บกลับวางไม่ลง แอปก็จะช่วยให้ลูกค้ารู้ก่อนซื้อ
3. เฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์และประหยัดพื้นที่ยังเป็นที่ต้องการ
ที่อยู่อาศัยที่คนไทยซื้อและเช่ากำลังมีขนาดเล็กลง
งานวิจัยเรื่องไมโครคอนโดในกรุงเทพฯ พบว่าห้องชุดขนาดเล็กที่สุดเคยมีขนาดเฉลี่ย 40 ตารางเมตรในปี 2011 แต่ลดลงเหลือไม่เกิน 23 ตารางเมตรในปี 2015 และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก ขณะที่ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ชี้ว่าผู้ซื้อชาวไทยยังมีความต้องการที่อยู่อาศัย แต่ปรับระดับราคา ขนาด และรูปแบบลงตามกำลังซื้อมากขึ้น
ตลาดเฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์ทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 6.6% และมีมูลค่าแตะ 11,210 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 หมวดนี้ยังรับมือแรงกดดันจากตลาดที่อยู่อาศัยได้ดีกว่าเฟอร์นิเจอร์กลุ่มอื่นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเจ้าของบ้านยังไม่ย้ายที่อยู่ พวกเขาจึงหันมาใช้พื้นที่ที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด และเฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด
4. สินค้านำเข้าราคาถูกกำลังเปลี่ยนสิ่งที่ผู้บริโภคซื้อและช่องทางที่เลือกซื้อ
การแข่งขันจากสินค้านำเข้าเพิ่มความซับซ้อนให้กับแบรนด์สินค้าตกแต่งบ้านของไทยอีกระดับ ในปี 2025 ไทยนำเข้าเฟอร์นิเจอร์และส่วนประกอบมูลค่า 1,781.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.3% โดยสินค้าจากจีนครองสัดส่วนกว่า 82% ของการนำเข้าทั้งหมด และในไตรมาสแรกของปี 2026 การนำเข้ายังขยายตัวต่อเนื่องถึง 22.9% ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จึงประเมินแนวโน้มธุรกิจผลิตเฟอร์นิเจอร์ไทยใน 1 ปีข้างหน้าเป็น “Negative” จากแรงกดดันด้านราคาของสินค้าจีน โดยเฉพาะในตลาดออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ
นโยบายการค้าก็เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 กรมศุลกากรยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท สินค้าที่สั่งจากร้านค้าต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องเสียภาษีนำเข้าตั้งแต่บาทแรก บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% โดยกรมฯ ร่วมมือกับ Lazada, Shopee, TikTok Shop, TEMU และ SHEIN ในการจัดเก็บ ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตไทยที่พึ่งพาการส่งออกราว 70% ของการผลิตก็ต้องรับมือกับนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักที่มีสัดส่วนถึง 62.2%
สำหรับร้านค้า โอกาสอยู่ที่การปรับตัวให้ยืดหยุ่น ทั้งการระบุพิกัดศุลกากร (HS Code) และประเทศต้นทาง การแจ้งภาษีอากรและภาษีนำเข้าให้ชัดเจนตั้งแต่ขั้นตอนชำระเงิน และการสร้างความยืดหยุ่นในการจัดหาสินค้าและการจัดส่ง การกระจายแหล่งซัพพลายเออร์และการใช้พาร์ทเนอร์จัดส่งในประเทศยังช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มความเร็วในการจัดส่ง และสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าให้ลูกค้า
ความยืดหยุ่นยิ่งสำคัญเมื่อผู้บริโภคหันไปหาสินค้าราคาต่อชิ้นต่ำลง MR. D.I.Y. ผู้ค้าปลีกสินค้าตกแต่งบ้านและไลฟ์สไตล์ราคาประหยัด ขยายสาขาในไทยรวม 1,127 แห่งครอบคลุม 77 จังหวัด และทำกำไรสุทธิ 2.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% ขณะที่ผู้ผลิตไทยเองก็ปรับตัวหนีสงครามราคา ด้วยการหันไปผลิตเฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูงและสินค้าเฉพาะทาง เช่น เฟอร์นิเจอร์มัลติฟังก์ชันและเฟอร์นิเจอร์พรีเมียม
อีคอมเมิร์ซยังเป็นช่องทางที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตลาด e-Marketplace ของไทยในปี 2024 มีมูลค่าสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท นำโดย Shopee (40.9%) Lazada (34.9%) และ TikTok (24.1%) แต่ช่องทางออนไลน์และหน้าร้านไม่ได้แย่งลูกค้ากัน หากเป็นการให้บริการลูกค้ากลุ่มเดียวกันในแต่ละช่วงของเส้นทางการซื้อ แบรนด์ที่พร้อมที่สุดในการคว้าโอกาสนี้คือแบรนด์ที่บริหารทั้งสองช่องทางได้จากแพลตฟอร์มเดียว
5. สัตว์เลี้ยงกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของการออกแบบ
คนไทยทุ่มเทให้สัตว์เลี้ยงไม่ต่างจากสมาชิกในครอบครัว ผู้เลี้ยงสัตว์มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 41,100 บาทต่อตัวต่อปี และ 37-47% พร้อมจ่ายเพิ่มหากช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยง ขณะที่ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยคาดว่าจะแตะ 100,000 ล้านบาทในปี 2026 เติบโตราว 13.2% จากปีก่อน ส่วนตลาดเฟอร์นิเจอร์สัตว์เลี้ยงทั่วโลกคาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 7,070 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032 เติบโตเฉลี่ยปีละ 6.77%
ในประเทศไทย จำนวนสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 10% ต่อปี แซงหน้าจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ต่ำกว่า 500,000 คนต่อปี คอนโดแบบ Pet-Friendly จึงกลายเป็นอีกเทรนด์มาแรงของตลาดอสังหาฯ อย่างออริจิ้น ที่มีคอนโดเลี้ยงสัตว์ได้แล้ว 25 โครงการ รวม 4,966 ยูนิต ออกแบบพื้นที่ส่วนกลางให้ลูกบ้านทำกิจกรรมกับสัตว์เลี้ยงได้อย่างปลอดภัย และร่วมกับทรู คอร์ปอเรชั่น ติดตั้งกล้องวงจรปิด AI และอุปกรณ์ติดตามสัตว์เลี้ยงแบบเรียลไทม์
อภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของออริจิ้น เวอร์ติเคิล ระบุว่าโครงการเลี้ยงสัตว์ได้ปิดการขายต่อเดือนได้เร็วขึ้นถึง 50% เพราะผู้ซื้อที่เคยต้องแอบเลี้ยงสัตว์ตัดสินใจง่ายขึ้นเมื่อมีโครงการที่อนุญาตอย่างเป็นทางการ โดยลูกบ้านกว่า 70% เลี้ยงแมว และอีก 30% เลี้ยงสุนัขพันธุ์เล็ก
ตลาดเช่าก็สะท้อนทิศทางเดียวกัน ห้องชุดที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ปล่อยเช่าได้สูงกว่าห้องทั่วไปราว 10-15% ในทำเลและขนาดเดียวกัน สะท้อนว่าความต้องการของตลาดกำลังเปลี่ยนจาก "ที่อยู่ของคน" ไปสู่ "พื้นที่ใช้ชีวิตร่วมกัน"
อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ พัฒนาเฟอร์นิเจอร์ภายใต้แนวคิด Pet-Friendly Living โดยยึดหลักว่าเจ้าของไม่ควรต้องเลือกระหว่างสิ่งที่สัตว์เลี้ยงต้องการกับความสวยงามของบ้าน ทั้งโซฟาผ้า Easy Clean ที่เคลือบกันน้ำและเช็ดคราบง่าย โซฟาหนังสังเคราะห์ที่ไม่ติดขนและทนรอยข่วนจากเล็บแมวและสุนัข รวมถึงโต๊ะทำงานและเฟอร์นิเจอร์มัลติฟังก์ชันที่ออกแบบพื้นที่ลับเล็บและปีนป่ายไว้ในชิ้นเดียว ตอบโจทย์ทั้งเทรนด์สัตว์เลี้ยงและเฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์ในคราวเดียว

ที่มาภาพ: Brand Inside
เทรนด์ทั้งหมดนี้มีความหมายอย่างไรต่อแบรนด์สินค้าแต่งบ้าน?
ตลาดที่อยู่อาศัยที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อบ้านที่สูงถึง 44.9% และแรงกดดันด้านราคาจากสินค้านำเข้า คือแรงต้าน ส่วนความต้องการเฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์สำหรับที่อยู่อาศัยที่เล็กลง การค้นหาสินค้าผ่าน AI และคนไทยที่ยอมจ่ายเฉลี่ย 41,100 บาทต่อปี ให้สัตว์เลี้ยงเพียงตัวเดียว คือแรงหนุน แบรนด์ของคุณจึงต้องวางตำแหน่งให้พร้อมรับทั้งสองด้าน
ในด้านการเพิ่มยอดขาย ระบบชำระเงินของ Shopify ซึ่งเป็นระบบชำระเงินแบบคลิกเดียวที่ปรับแต่งได้และมีอัตราการคอนเวิร์สสูงที่สุดในโลก
สำหรับสินค้ามูลค่าสูงอย่างเฟอร์นิเจอร์ ทางเลือกการผ่อนชำระคือสิ่งที่ลูกค้าคนไทยคุ้นเคยและคาดหวัง ทั้งการผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตและบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) ซึ่งผลสำรวจของ Milieu Insight ระบุว่าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ผู้บริโภคไทยต้องการให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซลงทุน การเปิดให้ลูกค้าแบ่งจ่ายได้จึงช่วยลดอุปสรรคในการตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใหญ่
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเทรนด์ของแต่งบ้าน
ตลาดของแต่งบ้านคืออะไร?
ตลาดของแต่งบ้าน ครอบคลุมการออกแบบ การผลิต และการจำหน่ายสินค้าที่ใช้ตกแต่งและจัดสไตล์พื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เชิงพาณิชย์ ตั้งแต่โซฟา เตียง และเฟอร์นิเจอร์ห้องรับประทานอาหาร ไปจนถึงโคมไฟ พรม สิ่งทอ และของตกแต่งต่าง ๆ โดยอุตสาหกรรมนี้ครอบคลุมทั้งร้านจำหน่ายสินค้าตกแต่งบ้าน ร้านค้าเฉพาะทาง ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ และช่องทางการขายออนไลน์ ซึ่งล้วนต้องปรับตัวตามเทรนด์ของแต่งบ้านและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ตลาดของแต่งบ้านที่น่าจับตาในปี 2027 มีอะไรบ้าง?
เทรนด์ของแต่งบ้านที่กำลังกำหนดทิศทางของตลาดไทยในปี 2027 ได้แก่
- Agentic Commerce ที่ช่วยให้ลูกค้าค้นหาสินค้าผ่าน AI
- เฟอร์นิเจอร์อัจฉริยะและเทคโนโลยี AR ที่ช่วยให้เห็นสินค้าในบ้านก่อนซื้อ
- เฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์และประหยัดพื้นที่ สำหรับคอนโดและที่อยู่อาศัยที่เล็กลง
- การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อและช่องทางการขาย
- เฟอร์นิเจอร์ Pet-Friendly ที่ออกแบบเพื่อคนและสัตว์เลี้ยง
ผู้ค้าปลีกสินค้าตกแต่งบ้านที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือใคร?
IKEA คือผู้ค้าปลีกสินค้าตกแต่งบ้านที่ใหญ่ที่สุดในโลกทั้งในด้านรายได้และส่วนแบ่งตลาด ก่อตั้งขึ้นที่ประเทศสวีเดนในปี 1943 ปัจจุบันมีสโตร์ 504 แห่งใน 63 ประเทศ และมีรายได้ 41,500 ล้านยูโร (ปีงบ 2025) ด้วยส่วนแบ่งตลาดโลก 7.5% ทำให้ IKEA เป็นผู้นำที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาบริษัทชั้นนำของอุตสาหกรรมนี้ สำหรับตลาดไทย ผู้เล่นรายใหญ่เป็นแบรนด์ท้องถิ่นเป็นหลัก ในกลุ่มสินค้าปรับปรุงบ้าน โฮมโปรและไทวัสดุ คือสองผู้ค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดเมื่อวัดจากรายได้ ส่วนในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ถือเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ครบวงจร ด้วยรายได้รวมปี 2025 กว่า 10,000 ล้านบาท
ธุรกิจของตกแต่งบ้านทำกำไรได้ดีหรือไม่?
ธุรกิจของตกแต่งบ้านในไทยยังทำกำไรได้ดี แม้เศรษฐกิจและกำลังซื้อจะเปราะบาง ตัวอย่างเช่น อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ มีรายได้รวมปี 2025 ที่ 10,001.2 ล้านบาท และกำไร 753.2 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิราว 7.5% ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดของบริษัททั้งด้านรายได้และกำไร ขณะที่โฮมโปร ผู้นำค้าปลีกสินค้าปรับปรุงบ้าน มีกำไรสุทธิปี 2025 ถึง 6,011.39 ล้านบาท และ MR. D.I.Y. ผู้ค้าปลีกสินค้าตกแต่งบ้านราคาประหยัด ทำกำไรสุทธิ 2.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 48%
แนวโน้มของตลาดสินค้าตกแต่งบ้านเป็นอย่างไร?
ตลาดสินค้าตกแต่งบ้านทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตจาก 1.02 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็น 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 9.2% สำหรับประเทศไทย คาดว่าอุตสาหกรรมค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.4% จาก 182.6 พันล้านบาทในปี 2024 เป็น 237.8 พันล้านบาทในปี 2029 แบรนด์ที่ติดตามเทรนด์ของแต่งบ้านอย่างใกล้ชิดจะมีโอกาสคว้าการเติบโตนี้ได้มากกว่า

